คริปโตวอลเล็ตที่ดีที่สุดในประเทศไทยสำหรับปี 2025 | Ledger

| ประเด็นสำคัญ: |
| — ประเทศไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าด้านคริปโต มีประชากรกว่า 15% ที่เป็นเจ้าของคริปโต — กระแสความนิยมดังกล่าวทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมายของงมิจฉาชีพ โดยการโจมตีไซเบอร์ในไทยเกิดขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 70% — ด้วยความเสี่ยงจากการโจมตีและความสำคัญของการถือครอง Private Key การดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเองอย่างปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ |
สถานะของคริปโตในประเทศไทย
ตลาดคริปโตในไทยเฟื่องฟูและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยประชากรกว่า 15% ของประเทศไทยที่ถือครองคริปโต (คิดเป็นประมาณ 12.5 ล้านคนที่เป็นเจ้าของคริปโตและยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) ประเทศไทยจึงติดอันดับ 20 ประเทศแรกในโลกที่มีการนำคริปโตมาใช้
นอกจากนี้ คนไทยยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารและหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวสูงสุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยลงทุนอย่างจริงจังในคริปโต และตลาดคริปโตของไทยดูกำลังบูมขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อกฎระเบียบของการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance, TradFi) สามารถเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
แนวโน้มขาขึ้นของการนำคริปโตมาใช้นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยได้ระงับบัญชีธนาคารมากกว่า 3 ล้านบัญชี และกำหนดวงเงินโอนต่อวันไว้ที่ 50,000–200,000 บาท เนื่องจากมีการแพร่หลายของบัญชีม้าที่ใช้โดยมิจฉาชีพ การปรับเปลี่ยนทั้งสองประการนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ทำให้คริปโตได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะวิธีการที่ช่วยให้การทำธุรกรรมการเงินง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม
สรุปง่าย ๆ ก็คือ หากคุณไม่ได้เป็นผู้ถือครองเงินทุนจริง ๆ รัฐหรือบุคคลที่สามก็สามารถควบคุมและตัดสินใจแทนคุณได้ นี่คือเหตุผลที่แนวคิดกระจายศูนย์ของคริปโตยิ่งสำคัญขึ้น
เหตุใดการเลือกคริปโตวอลเล็ตที่ใช่จึงสำคัญ?
แม้ว่า Exchange รายใหม่ ๆ เช่น Orbix Group ของธนาคารกสิกรไทย และ Binance TH ของ Gulf-Binance จะทำให้นักลงทุนชาวไทยเริ่มต้นใช้งานคริปโตและคริปโตวอลเล็ตได้ง่ายกว่าที่เคย แต่ความสะดวกสบายนี้ต้องแลกมาด้วย- การสูญเสียการควบคุมเงินทุนของคุณเอง เริ่มซื้อคริปโตจาก Exchange อาจง่าย แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจประโยชน์ของการดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเองอย่างปลอดภัย
เนื่องจากแม้ว่าคุณจะทำธุรกรรมด้วยคริปโต แต่ก็ยังมีระดับของการรวมศูนย์ การควบคุม และภัยคุกคามทางไซเบอร์บางประการที่คุณจำเป็นต้องระวัง เมื่อคุณไม่ได้ควบคุม Private Key คุณก็ไม่ได้ควบคุมสินทรัพย์ของคุณอย่างแท้จริง และคนไทยจำนวนมากยังคงเก็บเหรียญไว้ในระบบ Exchange แบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) หรือแอปเทรด
บัญชีเหล่านี้อาจถูกระงับโดยหน่วยงานกำกับดูแล ถูกโจมตีด้วยฟิชชิง หรือถูกแฮ็กจนเงินหายได้ และในประเทศไทยที่มีการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 70% ตามรายงานของ CheckPoint ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนใหม่มักไม่ได้คาดคิด
การเลือกคริปโตวอลเล็ตที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
ในคู่มือนี้ เราจะอธิบายวิธีการทำงานของคริปโตวอลเล็ต ความแตกต่างระหว่าง Hot Storage เทียบกับ Cold Storage และเหตุผลที่ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตอย่าง Ledger จึงเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการรักษาความปลอดภัยของคริปโตในระยะยาว เราจะมาสำรวจฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและซอฟต์แวร์วอลเล็ตที่ดีที่สุดของประเทศไทยในปี 2025 ควบคู่ไปกับข้อดีและข้อเสียของโซลูชันแบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) เช่น Bitkub, Bitazza, Orbix และ Upbit Thailand
เมื่ออ่านจบ คุณจะเข้าใจว่าวอลเล็ตใดตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อซื้อคริปโตครั้งแรก หรือกำลังบริหารพอร์ตคริปโตที่หลากหลายอยู่แล้วก็ตาม
คริปโตวอลเล็ตคืออะไร?
บล็อกเชนเป็นบันทึกสาธารณะของธุรกรรมแบบถาวร ดังนั้นวอลเล็ตจึงไม่ได้มีไว้จัดเก็บเหรียญ แต่มีไว้เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและการเข้าถึงเงินทุนผ่านทางคีย์ที่มีการเข้ารหัสแทน
คริปโตวอลเล็ตจึงเป็นอินเทอร์เฟซดิจิทัลที่ใช้ปกป้องคีย์บล็อกเชนของคุณ ไม่ได้จัดเก็บตัวเหรียญไว้เอง โดยจะจัดการคีย์การเข้ารหัสสองชนิดดังนี้
- Public Key: เปรียบเสมือนหมายเลขบัญชีธนาคาร คุณสามารถแบ่งปัน Key นี้เพื่อรับเงินทุน (ไปยัง ‘Address’ ที่ระบุบนบล็อกเชน)
- Private key: เปรียบเสมือนรหัส PIN ของตู้ ATM คุณสามารถใช้เพื่ออนุมัติธุรกรรมได้ ใครถือคีย์ย่อมสามารถควบคุมคริปโตได้
ซึ่งต่างจากบัญชีธนาคารแบบเดิมที่ผูกไว้กับเซิร์ฟเวอร์แบบมีตัวกลาง เงินทุนคริปโตจะไม่ล็อกอยู่ในวอลเล็ตโดยตรง ดังนั้น หากคุณมี Private Key อยู่กับคุณ คุณก็จะสามารถกู้คืนการเข้าถึงบนอุปกรณ์/วอลเล็ตอื่นได้ทุกเมื่อ
เหตุใดฉันจำเป็นต้องมีคริปโตวอลเล็ตในประเทศไทย?
หากคุณเป็นผู้ใช้คริปโตในประเทศไทย สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อปกป้องเงินทุนและทำธุรกรรมด้วยคริปโตคือการจัดหาฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) ไว้ เราจะมาเจาะลึกถึงความสำคัญของเรื่องนี้ต่อไปในบทความ แต่ตอนนี้มาเกริ่นถึงเหตุผลสองสามประการที่ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของคริปโต และเหตุผลที่การมีคริปโตวอลเล็ตจะเป็นประโยชน์ต่อคุณ
อย่างแรกเลยคือประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้อนุมัติการลดหย่อนภาษีบิตคอยน์และคริปโตเป็นเวลา 5 ปี นโยบายนี้กระตุ้นให้ผู้คนสามารถหาผลตอบแทนจาก DeFi และเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่ถูกโทเคนไอซ์ไว้ได้
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้คริปโตมากที่สุดของโลก ตลอดจนโครงการต่าง ๆ เช่น TouristDigiPay ในเดือนสิงหาคม 2025 ที่เอื้อให้การใช้คริปโตขยายตัวขึ้น โปรแกรมนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถแปลงคริปโตที่มีอยู่เป็นเงินบาทได้ผ่าน QR Code โดยมีข้อกำหนด KYC และจำกัดวงเงินต่อวัน
แต่การนำมาใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นก็มาพร้อมกับภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา และนี่คือเหตุผลมากยิ่งขึ้นที่คุณถึงต้องมีคริปโตวอลเล็ตที่ปลอดภัยแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) ในประเทศไทย
ในเดือนกันยายน 2025 เอกสารที่รั่วไหลได้เปิดเผยการแฮ็กปี 2022 ที่ตลาดคริปโตไทยรายใหญ่ไม่เปิดเผยชื่อ สูญเสียอาจถึง 7.7 พันล้านบาท ผู้ใช้บางส่วนในประเทศไทยยังได้รับผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต. เช่น การบล็อกแพลตฟอร์มที่ไม่มีใบอนุญาตในมิถุนายน 2025 อย่าง Bybit, OKX และ CoinEx
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้ชาวไทยจึงต้องเผชิญกับการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนอย่างกะทันหัน ภัยคุกคามออนไลน์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และความขัดข้องของรัฐบาลต่อ Crypto Exchange แบบมีตัวกลาง
เหตุใดจึงต้องใช้วอลเล็ตแบบดูแลทรัพย์สินด้วยตัวเอง (Self-Custodial)?
การใช้คริปโตวอลเล็ตแบบดูแลทรัพย์สินด้วยตัวเอง (Self-Custodial) ในประเทศไทยนั้นมีข้อดี 2 ประการ คือ คุณสามารถแปลงเงินทุนของคุณเป็นเงินบาทได้อย่างง่ายดาย และยังปกป้องเงินทุนจากความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย หากคุณใช้วอลเล็ตแบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) (เช่น วอลเล็ตที่ให้บริการโดย Crypto Exchange) คุณจะมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เนื่องจากคุณกำลังไว้วางใจให้บุคคลอื่นเข้าถึงและควบคุมเงินดิจิทัลของคุณ
คริปโตวอลเล็ต เช่น อุปกรณ์ Ledger รองรับสถานการณ์เหล่านี้ ในขณะที่ให้ความคุ้มครองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถึงแม้จะมีฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ปลอดภัย ข้อผิดพลาดของมนุษย์ก็ยังเป็นจุดอ่อนที่สุด เนื่องจากธุรกรรมนั้นอ่านยาก และอินเทอร์เฟซมักจะไม่ชี้แจงรายละเอียดที่คุณลงนาม
Ledger ได้ทำการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยฟีเจอร์ Clear Signing ทั่วทั้งระบบนิเวศของ Ledger ซึ่งทำให้เราสามารถอ่านและเข้าใจธุรกรรมได้ในขณะที่ท่องเว็บและทำธุรกรรมในแอป Ledger Wallet ที่เชื่อมต่ออยู่ นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Transaction Check ของ Ledger ยังจำลองธุรกรรมเพื่อค้นหาความเสี่ยงก่อนการอนุมัติ และยังส่งการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมให้กับผู้ใช้ก่อนที่จะทำการลงนามอีกด้วย การจัดเก็บสินทรัพย์เองยังช่วยให้ผู้ใช้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่ไม่ตั้งใจอีกด้วย
แต่ฟีเจอร์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของฟีเจอร์ทั้งหมดในการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลของคุณ โมเดลความปลอดภัยที่ผ่านการทดสอบเต็มรูปแบบของ Ledger ได้รับการพิสูจน์แล้วจากการใช้งานมากกว่าทศวรรษในกลุ่มผู้ใช้ 7.5 ล้านคน และไม่มีอุปกรณ์ Ledger ใดที่ถูกแฮ็กมาก่อนเลย มาดูกันอย่างใกล้ชิดถึงสิ่งที่ทำให้อุปกรณ์ Ledger รุ่นล่าสุดเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้คริปโตในประเทศไทย โดยผสมผสานการปรับแต่งสำหรับส่วนบุคคล การป้องกัน และความง่ายในการพกพาเข้าด้วยกัน
Hardware Wallet vs. Software Wallet
เมื่อสำรวจโลกคริปโต คุณอาจเจอคำศัพท์ เช่น Hardware Wallet หรือ Cold Wallet แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะได้กำหนดประเภทของคริปโตวอลเล็ตแล้ว แต่มาดูภาพรวมโดยย่อของแต่ละประเภทด้านล่างกัน:
- Hardware Wallet: อุปกรณ์ทางกายภาพที่จัดเก็บ Private Key แบบออฟไลน์ ทนทานต่อการแฮ็กทางออนไลน์ได้สูง
- Software Wallet: แอปหรือส่วนขยายเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์/สมาร์ทโฟนของคุณ ให้ความสะดวกแต่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (“Hot”) ทำให้เสี่ยงต่อมัลแวร์ ฟิชชิ่ง และภัยคุกคามต่าง ๆ
- Hot Wallet: ต้องใช้งานทางออนไลน์เพื่อธุรกรรมที่ต้องการความรวดเร็ว (ส่วนใหญ่เป็น Software Wallet)
- Cold Wallet: การจัดเก็บคีย์แบบออฟไลน์เพื่อการป้องกัน รวมถึง Hardware Wallet, Paper Wallet และ Software Wallet บางตัวในโหมดการแยกเครือข่ายหรืออุปกรณ์ออกจากอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายภายนอกโดยสิ้นเชิง (Air-Gapped) เช่น ผ่าน QR Code เป็นต้น
‘Hot’ Wallet และ ‘Cold’ Wallet เป็นคำศัพท์ที่คุณอาจใช้แทนกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ของคุณจัดเก็บ Private Key ไว้แบบออฟไลน์หรือไม่ ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ Ledger จะเก็บ Private Key ไว้แบบออฟไลน์ และลงนามในธุรกรรมเฉพาะเมื่อคุณยืนยันธุรกรรมบนอุปกรณ์ที่จับต้องได้เท่านั้น เพื่อช่วยป้องกันมัลแวร์หรือการแฮ็ก
อย่างไรก็ตาม หากมีใครเข้าถึง Private Key หรือวลีกู้คืน 24 คำของคุณ พวกเขาสามารถควบคุมเงินทุนของคุณได้โดยไม่ต้องมีวอลเล็ต ดังนั้น คุณจึงไม่ควรแบ่งปันหรือจัดเก็บวลีกู้คืนบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น โทรศัพท์หรือแล็ปท็อปของคุณ
ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ดีที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2025
มาสำรวจฮาร์ดแวร์วอลเล็ตอันดับต้น ๆ ที่ผู้ใช้ชาวไทยสามารถใช้งานได้ในปี 2025 กัน
Ledger Stax
Ledger Stax คือฮาร์ดแวร์วอลเล็ตระดับพรีเมียมของ Ledger และเป็นหนึ่งในวอลเล็ตที่ทันสมัยที่สุดในตลาด Ledger Stax มาพร้อมดีไซน์เพรียวบางและฟังก์ชันขั้นสูง พร้อมด้วยหน้าจอสัมผัส E Ink ทรงโค้งขนาด 3.7 นิ้ว รุ่นแรกของอุตสาหกรรม
จอแสดงผลจะหุ้มรอบขอบของอุปกรณ์ ทำให้การใช้งานและการลงนามในธุรกรรมเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ชิป Secure Element (ผ่านการรับรอง CC EAL6+) ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการป้องกันที่ไม่มีใครเทียบได้ ในขณะที่บลูทูธและ NFC ช่วยให้เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น
การชาร์จไร้สายพร้อมแม่เหล็กที่ทำให้ซ้อนเครื่องได้ ทำให้ทั้งสะดวกและหรูหรา Ledger Stax ยังรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลได้กว่า 15,000 รายการ รวมถึง NFT และทำงานร่วมกับแอป Ledger Wallet ได้อย่างไม่มีปัญหาในการจัดการ การสวอป และการสเตคกิ้ง สิ่งเดียวที่ต้องแลกคือต้นทุนที่สูงขึ้นและแบตเตอรี่ที่ถอดไม่ได้
- ชิป Secure Element: มี
- หน้าจอสัมผัส: หน้าจอ E Ink ขนาด 3.7 นิ้ว
- บลูทูธ: มี
- NFC: มี
- การชาร์จ: ไร้สาย
Ledger Flex
Ledger Flex สร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ทุกประเภท โดยมีตัวเลือกด้านความปลอดภัยและการปรับแต่งส่วนบุคคลที่เหนือชั้น หน้าจอสัมผัส E Ink ขนาด 2.8 นิ้วให้ภาพที่คมชัด และเช่นเดียวกับอุปกรณ์ Ledger ทั้งหมด ซึ่งใช้พลังงานจากชิป Secure Element โดยตรงเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกมัลแวร์ใด ๆ ควบคุม
อุปกรณ์เชื่อมต่อกับแอป Ledger Wallet ได้อย่างราบรื่น และอนุญาตให้ผู้ใช้จัดการ ซื้อ สวอป และสเตคคริปโตนับพันสกุล
ด้วยความสมดุลระหว่างราคา ความสามารถในการพกพา และความปลอดภัย ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้ในทุกวัน
- ชิป Secure Element: มี
- หน้าจอสัมผัส: หน้าจอ E Ink ขนาด 2.8 นิ้ว
- บลูทูธ: มี
- NFC: มี
- การชาร์จ: USB-C
Ledger Nano X
Ledger Nano X คืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ได้รับรางวัลของ Ledger ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวโดยไม่ต้องลดทอนความปลอดภัย
รูปแบบแฟลชไดรฟ์ USB ที่มีจอแสดงผลขนาด 128×64 พิกเซล รองรับบลูทูธ และพอร์ต USB-C ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่พกพาได้ง่ายและเปี่ยมด้วยพลัง อุปกรณ์ช่วยปกป้อง Private Key จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนทุกประเภทด้วย Secure Element CC EAL5+
Ledger Nano X เข้ากันได้กับเหรียญและโทเคนนับพันรายการบนบล็อกเชนจำนวนมาก และมีหน่วยความจำที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า จึงช่วยให้รองรับแอปต่าง ๆ พร้อมกันได้มากขึ้น
แม้ว่าจะไม่มีหน้าจอสัมผัส แต่การอัปเดตเฟิร์มแวร์อย่างต่อเนื่องช่วยให้มีความพร้อมสำหรับอนาคต ตลอดจนความสะดวกในการพกพาและราคาที่เข้าถึงได้ทำให้เป็นหนึ่งในวอลเล็ตยอดนิยมที่สุดที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน
- ชิป Secure Element: มี
- หน้าจอสัมผัส: ไม่มี
- บลูทูธ: มี
- NFC: มี
- การชาร์จ: USB-C
ตารางเปรียบเทียบ: ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต
| อุปกรณ์ | ชิป Secure Element | จอแสดงผล/อินพุต | การเชื่อมต่อ | หมายเหตุ |
| Ledger Stax | CC EAL6+ | หน้าจอสัมผัส E Ink ทรงโค้งขนาด 3.7 นิ้ว | USB‑C, บลูทูธ, การชาร์จไร้สาย, NFC | หน้าจอสัมผัสแบบพรีเมียมที่ปลอดภัย สามารถวางซ้อนกันได้ และปรับแต่งเฉพาะตัวได้ |
| Ledger Flex | หน้าจอสัมผัสที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Secure Element | หน้าจอสัมผัส E Ink ขนาด 2.8 นิ้ว | USB‑C, บลูทูธ, NFC | หน้าจอสัมผัสที่ปลอดภัย มีการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนผ่านแอป Security Key |
| Ledger Nano X | CC EAL5+ | หน้าจอ 128×64 พิกเซล + ปุ่ม | USB‑C, บลูทูธ | รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ รองรับ สินทรัพย์กว่า 15,000 รายการ |
| Trezor Safe 5 | EAL 6+ | หน้าจอสัมผัสแบบสี ขนาด 1.54 นิ้ว | USB‑C | การตอบสนองแบบสัมผัส และรองรับ NFT |
| Trezor Safe 3 | EAL 6+ | จอแสดงผลขาวดำขนาด 0.96 นิ้ว + ปุ่ม | USB‑C | การสำรองข้อมูลแบบ Shamir (เฉพาะบิตคอยน์เท่านั้น) |
| SafePal S1 | EAL 6+ | หน้าจอ 1.3 นิ้ว + D‑pad | การลงนามด้วย QR (ไม่มีระบบไร้สาย) | โหมด Air‑gapped และระบบทำลายข้อมูลอัตโนมัติ |
| Keystone 3 Pro | Triple EAL5+ | หน้าจอสัมผัส LCD ขนาด 4 นิ้ว | การลงนามด้วย QR, microSD | โหมด Air‑gapped รองรับหลายเชน ไม่มีระบบไร้สาย |
| Tangem (ชุดบัตร‑2 ใบ) | EAL 6+ | ไม่มีหน้าจอ (เป็นบัตร) | NFC | รูปทรงเป็นบัตร ทนทาน ใช้แอปในโทรศัพท์ |
ซอฟต์แวร์วอลเล็ตที่ดีที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2025
มาดูซอฟต์แวร์วอลเล็ตที่ดีที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2025 กัน
MetaMask
MetaMask ยังคงเป็นอีเธอเรียมวอลเล็ตและเป็นเกตเวย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดสำหรับแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (dApps) นับพันรายการ การเปิดตัว MetaMask Snaps ทำให้มีการรองรับเครือข่ายเพิ่มเติม เช่น Solana และบล็อกเชน อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ EVM
ผู้ใช้ยังคงควบคุมคีย์ของตนได้อย่างเต็มที่และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Ledgerเพื่อความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม MetaMask มักเป็นเป้าหมายของการฟิชชิงและส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่เป็นอันตราย รายงานของ Chainalysis เน้นย้ำว่าวอลเล็ต MetaMask เกือบ 500 รายการถูกแฮ็กในวันเดียวในช่วงปลายปี 2024
แม้ว่าวอลเล็ตนั้นจะปลอดภัย แต่ผู้ใช้จะต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อติดตั้งส่วนขยายหรือโต้ตอบกับเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก
- เชนที่รองรับ: Ethereum, เครือข่าย EVM, Solana (ผ่าน Snaps), Bitkub Chain (การติดตั้งด้วยตนเอง)
- ฟีเจอร์หลัก: การเชื่อมต่อ dApp, การเข้าถึง DeFi, การรองรับ NFT
- ความปลอดภัย: Private Key บนอุปกรณ์ มีการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ต
- ข้อควรระวัง: การโจมตีแบบฟิชชิงบ่อยครั้งผ่านเว็บไซต์และส่วนขยายปลอม
- มือถือ: มีแอปทั้งบน iOS และ Android ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2016
Coinbase Wallet
Coinbase Wallet เป็นวอลเล็ตบนมือถือและเบราว์เซอร์แบบอเนกประสงค์ที่ไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ใช้ชาวไทยในปี 2025 เนื่องมาจากการเชื่อมต่อที่ราบรื่นกับ Coinbase Exchange สำหรับการแปลงเงินบาทเป็นคริปโตได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนความสามารถในการสำรวจ DeFi และ NFT
ซึ่งสร้างมาสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและมืออาชีพ โดยช่วยให้คุณสามารถรับ ส่ง และสวอประหว่างเชนต่าง ๆ ในขณะที่ยังคงควบคุมคีย์ของคุณได้ จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยของไทยที่กำลังเข้าสู่ระบบนิเวศหลายระบบท่ามกลางสิทธิยกเว้นภาษี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นไป
ด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การรองรับโดเมน ENS และเบราว์เซอร์ dApp ในตัว จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมบนเชน EVM อันเป็นที่นิยมบนแพลตฟอร์มในประเทศ เช่น Bitkub
- เชนที่รองรับ: Ethereum, เครือข่าย EVM (Polygon, Optimism), Solana, Bitcoin, Base และอื่น ๆ อีกกว่า 100 รายการ
- ฟีเจอร์หลัก: การสวอปแบบ In-App, สเตคกิ้ง, การจัดการ NFT, ชื่อ ENS และเบราว์เซอร์ dApp
- ความปลอดภัย: Private Key ที่จัดเก็บในเครื่องด้วยการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Ledger/Trezor) มีการสำรองข้อมูลบนคลาวด์โดยไม่ต้องเปิดเผยวลีกู้คืน
- มือถือ: มีแอปทั้งบน iOS และ Android ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2018
Electrum
Electrum คือวอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) ที่เน้นสำหรับการเทรดบิตคอยน์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีการเทรดสูงสุดบน Exchange ในประเทศไทย
ในปี 2025 ด้วยดีไซน์แบบโอเพ่นซอร์สและการใช้การประมวลผลที่รวดเร็วทำให้ Electrum เป็นที่นิยมของนักเทรดที่ใส่ใจความเป็นส่วนตัว สามารถตั้งค่าแบบ Watch-only ได้ง่าย ๆ และมีฟีเจอร์ Multi-signature ทำให้สามารถช่วยป้องกันทรัพย์สินระหว่างการโอนแบบ P2P หรือการส่งเงินทุนระหว่างประเทศได้อีกด้วย
แม้จะเน้นที่บิตคอยน์ แต่ก็สามารถจับคู่กับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับ Cold Storage ได้ดี จึงดึงดูดใจผู้ถือครองระยะยาวในแวดวง BTC ที่กำลังเติบโตของประเทศไทย
- เชนที่รองรับ: เฉพาะบิตคอยน์ (BTC)
- ฟีเจอร์หลัก: รองรับ Multi-Signature, โหมดดูอย่างเดียว, ค่าธรรมเนียมที่กำหนดเองได้, การเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์
- ความปลอดภัย: ไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) พร้อมการจัดเก็บคีย์ในเครื่อง โดยเป็นแบบโอเพนซอร์ส ทนทานต่อการโจมตีทางออนไลน์ผ่านการตรวจสอบ SPV
- มือถือ: ใช้งานด้วยแอปแอนดรอยด์ (เดสก์ท็อปเป็นหลัก)
- ออกเมื่อ: 2011
Zengo
Zengo กำลังก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับผู้มาใหม่ในวงการคริปโตของไทยในปี 2025 ด้วยโมเดลความปลอดภัยแบบไร้คีย์ โดยใช้เทคนิคการเข้ารหัสแบบ Multi-Party Computation (MPC) ที่เอาวลีกู้คืนออกไปทั้งหมด ซึ่งเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มิจฉาชีพกำลังพยายามโจมตืแบบฟิชชิ่งไปที่วอลเล็ตแบบดั้งเดิม
แอปแบบดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเองรองรับการซื้อ สวอป และสเตคสินทรัพย์กว่า 120 รายการด้วยการกู้คืนข้อมูลแบบไบโอเมตริกซ์ แอปนี้ใช้งานง่ายสำหรับคนไทยที่เน้นใช้ง่านผ่านมือถือ และสนใจสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT ฟีเจอร์การแลกเปลี่ยนในตัวผ่านผู้ให้บริการต่าง ๆ เช่น MoonPay ช่วยเพิ่มความสะดวกโดยไม่กระทบต่อการควบคุม ทำให้เชื่อมต่อระหว่าง Exchange และการใช้งานส่วนบุคคลได้ง่าย
- เชนที่รองรับ: Bitcoin, Ethereum, สินทรัพย์มากกว่า 120 รายการ รวมถึงเครือข่าย EVM หลักและเครือข่ายที่ไม่ใช่ EVM
- ฟีเจอร์หลัก: การซื้อ/สวอปแบบ In-App, สเตคกิ้ง, การสนับสนุน NFT, การวิเคราะห์พอร์ตโฟลิโอ
- ความปลอดภัย: การเข้ารหัสลับแบบ MPC (ไม่มี Private Key หรือวลีกู้คืน) โดยมีการกู้คืนผ่านระบบ 3FA และการตรวจสอบไบโอเมตริกซ์
- มือถือ: มีแอป iOS และแอนดรอยด์ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2018
Phantom
ในปี 2025 Phantom Wallet บน Solana มีผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 15 ล้านคน และมีสินทรัพย์ในความดูแลของตนเองมากกว่า 25,000 ล้าน USD
นอกเหนือจาก Solana แล้ว ตอนนี้ยังรองรับ Ethereum, Bitcoin, Polygon, Base และ Sui อีกด้วย สามารถหาอ่านคู่มือและคำแนะนำภาษาไทยได้ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นอย่างมาก วอลเล็ตนี้มีแดชบอร์ดที่ชัดเจน, การสวอปแบบข้ามเชน, สเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่องด้วย PSOL และแกลเลอรี NFT พร้อมการกรองสแปม
การซื้อแบบ In-App ผ่าน MoonPay และ Robinhood Pay ยังช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานอีกด้วย เพื่อความปลอดภัย Phantom สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Ledger ได้อย่างราบรื่น จึงเป็นตัวเลือกที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ใช้ทุกคน
สำหรับผู้ใช้ชาวไทยที่ใช้งาน DeFi และ NFT การเชื่อมต่อกับ Ledger ของ Phantom และการรองรับหลายเครือข่ายทำให้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและหลากหลาย
- เชนที่รองรับ: Solana, Ethereum, Bitcoin, Polygon, Base, Sui
- ฟีเจอร์หลัก: การสวอปแบบข้ามเชน, สเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่อง (PSOL), แกลเลอรี NFT
- ความปลอดภัย: การเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ตของ Ledger, การกรองสแปม
- ความเป็นที่นิยม: มีผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 15 ล้านรายทั่วโลก
- มือถือ: มีแอปทั้งบน iOS และ Android ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2021
Trust Wallet
Trust Wallet เป็นซอฟต์แวร์วอลเล็ตยอดนิยมในประเทศไทยที่รองรับบล็อกเชนกว่า 70 แห่ง, มีเบราว์เซอร์ dApp แบบ In-App และยังใช้งานง่ายสำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ แต่ยังเหมาะกับผู้ใช้ขั้นสูงอีกด้วย Trust Wallet จัดงานพบปะชุมชนในประเทศไทย ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งแสดงถึงฐานผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ใช้ Multichain และความต้องการความเป็นส่วนตัว
การออกแบบโอเพนซอร์สและการครอบคลุมที่กว้างขวางทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์หลายรายการ Trust Wallet ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนบัญชี ซึ่งถือเป็นข้อดีสำหรับเทรดเดอร์ชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรระมัดระวังการสแกมแบบฟิชชิ่งที่มุ่งเป้าไปที่ Trust Wallet ก่อนหน้านี้ เช่น แคมเปญอีเมล ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยแอบอ้างเป็น Trust Wallet เพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยวลีกู้คืนโดยใช้หน้าการติดตั้งการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนปลอม ในเดือนเมษายน 2023 Trust Wallet ได้เปิดเผยช่องโหว่ WebAssembly ในไลบรารี Wallet Core ซึ่งส่งผลกระทบต่อวอลเล็ตส่วนขยายของเบราว์เซอร์ที่สร้างขึ้นระหว่างวันที่ 14 ถึง 23 พฤศจิกายน 2022 อันนำไปสู่การแฮ็กสองครั้งและ สูญเสียเกือบ 170,000 USD ถึงแม้ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบเองได้รับการชดเชยเต็มจำนวนก็ตาม
Trust Wallet นั้นไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนบัญชี ซึ่งถือเป็นข้อดีสำหรับเทรดเดอร์คริปโตชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว การออกแบบโอเพนซอร์สและการครอบคลุมที่กว้างขวางทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์หลายรายการ แต่ประสิทธิภาพนี้ต้องแลกมาด้วยความจำเป็นที่ต้องปกป้องสินทรัพย์ของคุณมากขึ้น
- เชนที่รองรับ: บล็อกเชนกว่า 70 บล็อกเชน (BTC, ETH, BNB Chain, Solana ฯลฯ)
- ฟีเจอร์: เบราว์เซอร์ dApp, สวอป, สเตคกิ้ง
- ความปลอดภัย: ไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์วอลเล็ต
- มือถือ: มีแอปทั้งบน iOS และ Android ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2017
Solflare
Solflare ซึ่งพัฒนาโดย Solana Labs ยังเป็นวอลเล็ตอีกประเภทหนึ่งที่แนะนำสำหรับผู้ใช้ชาวไทยที่เน้นการใช้งานในระบบนิเวศของ Solana โดยรองรับโทเคน SPL, NFT และโพรโทคอล DeFi โดยมีทั้งการสเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่องในลักษณะเนทีฟและในตัว
การสวอปโทเคนขับเคลื่อนโดย Raydium และวอลเล็ตนั้นสามารถใช้งานได้ทั้งบนเบราว์เซอร์และมือถือ
สำหรับเทรดเดอร์ที่เน้น SOL ในประเทศไทย Solflare ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เชื่อถือได้มากที่สุด เมื่อจับคู่กับอุปกรณ์ Ledger แล้ว Solflare จะช่วยให้ผู้ใช้ในประเทศไทยสามารถจัดการสินทรัพย์ Solana บนแอป Ledger Wallet ด้วยการรักษาความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งผสมผสานความสะดวกสบายเข้ากับการป้องกันสูงสุด
- เชนที่รองรับ: Solana (SPL tokens, DeFi, NFTs)
- ฟีเจอร์: สเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่อง + เนทีฟ, สวอป Raydium
- ความปลอดภัย: การเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ตของ Ledger
- มือถือ: มีแอปทั้งบน iOS และ Android ให้บริการ
- ออกเมื่อ: 2020
การเปรียบเทียบซอฟต์แวร์วอลเล็ต
| วอลเล็ต | เครือข่าย (หลัก) | การสนับสนุนฮาร์ดแวร์ | สเตคกิ้ง/DeFi | NFT | แพลตฟอร์ม |
| MetaMask | Ethereum และ EVM, Solana (ผ่าน Snaps) | รองรับ Ledger | DeFi ผ่าน dApps | EVM NFT | Chrome/Brave/Firefox/Edge, Android, iOS |
| Coinbase Wallet | Ethereum, EVM (Polygon, Optimism), Solana, Bitcoin, Base และอื่น ๆ อีกกว่า 100 รายการ | รองรับ Ledger | สวอปแบบ In-App, สเตคกิ้ง โดยใช้ DeFi ผ่านเบราว์เซอร์ dApp | การจัดการ NFT | iOS, Android, Chrome/Brave/Firefox/Edge |
| Electrum | Bitcoin | รองรับ Ledger | ไม่มี | ไม่มี | เดสก์ท็อป (Windows/Mac/Linux), แอนดรอยด์ |
| Zengo | บิตคอยน์, อีเธอเรียม, สินทรัพย์กว่า 120 รายการ (EVM/ไม่ใช่ EVM) | ไม่มี | สเตคกิ้ง, สวอปแบบ In-App | รองรับ NFT | iOS, Android |
| Solflare | Solana (โทเคน SPL) | รองรับ Ledger | สเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่องและเนทีฟ ซึ่งสวอปผ่าน Raydium[18] | Solana NFT | iOS, Android, ส่วนขยาย Chrome |
| Exodus | พร้อมเชนกว่า 50 รายการ BTC, ETH, SOL | รองรับ Ledger | สเตคกิ้งสำหรับสินทรัพย์ที่เลือก โดยใช้ DeFi ผ่าน dApps | NFT ที่รองรับหลายเชน | iOS, แอนดรอยด์, เดสก์ท็อป, เบราว์เซอร์ |
| Phantom | Solana, Ethereum, Bitcoin, Polygon, Base, Sui | รองรับ Ledger | สเตคกิ้งแบบมีสภาพคล่อง PSOL โดยใช้การสวอปข้ามเชน | แกลเลอรี NFT + การกรองสแปม | iOS, Android, Chrome/Brave/Firefox/Edge |
| Backpack | Solana + เครือข่าย EVM ผ่าน Wormhole | รองรับ Ledger | การสเตคกิ้ง Solana | SOL + อื่น ๆ | iOS, Android, Chrome/Brave/Arc |
วอลเล็ตแบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) ที่ดีที่สุดของประเทศไทยในปี 2025
นักลงทุนชาวไทยมักใช้ Exchange เพื่อซื้อและเทรดคริปโต แม้ว่าจะสะดวก แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้จะควบคุม Private Key ของคุณและเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กหรือการบังคับใช้กฎหมาย
Bitkub
Bitkub คือ Exchange ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่เทรดเดอร์ในประเทศส่วนใหญ่เลือกใช้ มีคริปโตกว่า 200 สกุลใน 210 ตลาด จึงทำให้เป็นตัวเลือกที่กว้างขวางที่สุดในประเทศ
ค่าธรรมเนียมการเทรดมีอัตราคงที่ที่ 0.25% การฝากเงินบาทไทยผ่านการโอนผ่านธนาคารนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายและโดยปกติแล้วจะใช้เวลาดำเนินการประมาณสองสามชั่วโมง ในขณะที่การถอนจะมีค่าธรรมเนียม 20 บาทสำหรับจำนวนเงินที่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยมีค่าธรรมเนียม 75 บาทสำหรับจำนวนเงิน 100,000–500,000 บาท และ 200 บาทสำหรับจำนวนเงิน 500,000–2 ล้านบาท
ลูกค้าทุกคนจะต้องทำการยืนยันตัวตนด้วย KYC และ การสแกนชิปบัตรประชาชนไทย (Dip-Chip) ก่อนทำการเทรด ขีดจำกัดจะเพิ่มขึ้นตามระดับการยืนยันตัวตนที่สูงขึ้น จาก 2 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาทต่อวัน
Bitkub ยังมีแอปมือถือ การสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) สำหรับนักลงทุนระยะยาวอีกด้วย นอกจากนี้ Bitkub ยังเข้าร่วมโครงการ TouristDigiPay ซึ่งส่งเสริมการชำระเงินด้วยคริปโตที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
ปี 2025 Ledger ร่วมกับ Bitkub ทำให้อุปกรณ์เข้าถึงง่ายขึ้น โดยมีขายใน Bitkub Academy Shop ในอนาคต Ledger x Bitkub จะมีความร่วมมือกันมากขึ้น เช่นการแชร์ความรู้ คอนเทนต์เชิงลึก และเกมตอบคำถาม เพื่อสร้างการรับรู้ในชุมชนคริปโตไทยมากขึ้น
Bitazza
Bitazza เป็น Exchange ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของไทย ซึ่งรองรับเหรียญประมาณ 90–200 เหรียญ โดยขึ้นอยู่กับตลาด ค่าธรรมเนียมการเทรดอยู่ที่ 0.15% สำหรับ Maker และ 0.25% สำหรับ Taker
การฝากคริปโตนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะที่การถอนเงินสกุลทั่วไปไปยังธนาคารของไทยโดยทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียม 20 บาท เงินฝากของสถาบันที่มากกว่า 950,000 บาท (หรือราว 30,000 ดอลลาร์) จัดการได้ผ่านธนาคารพันธมิตรของแพลตฟอร์มนั้น ๆ
และจำเป็นต้องทำ KYC โดยมีการยืนยัน 3 ระดับ ซึ่งกำหนดวงเงินถอนต่อวัน Bitazza มีแอปมือถือใช้งานง่าย มี OTC Desk สำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่ และสิทธิพิเศษเพิ่ม เช่น ตลาด NFT และบัตร Freedom Visa ที่สามารถแปลงคริปโตเป็นบาทได้ ตามกฎหมายไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้คริปโตในการใช้จ่ายได้
Orbix (เดิมชื่อ Satang Pro)
Orbix ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ Satang Pro เป็น Exchange ของไทยที่ได้รับความไว้วางใจมาหลายปี และมีเหรียญหลักประมาณ 50 เหรียญที่จับคู่กับสกุลเงินบาท ตลอดจนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเทรดโดยตรงที่ 0.25%
การฝากเงินสกุลทั่วไปนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะที่การถอนสกุลเงินบาทมีค่าธรรมเนียม 20 บาท โดยการถอนคริปโตขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมเครือข่าย
แพลตฟอร์มใช้ KYC แบบเต็มรูปแบบและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย Orbix ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการรักษาความปลอดภัย โดยมีใบรับรอง ISO สามรายการ, การเข้ารหัส SSL,การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน, Cold Storage และการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ แอปมือถือทำให้การใช้งานเป็นเรื่องง่าย แต่เนื่องจาก Orbix เป็น Exchange แบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) จึงยังคงถือคีย์ของผู้ใช้อยู่ ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ใช้โอนสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปยังวอลเล็ตส่วนบุคคลเป็นระยะ ๆ
Upbit Thailand
Upbit ประเทศไทย ซึ่งเป็น Exchange ที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี มีคริปโต 150–167 รายการในตลาดมากกว่า 220 แห่ง คิดค่าธรรมเนียม 0.25% สำหรับคู่สกุลเงินบาท และ 0.20% เท่านั้นสำหรับคู่สกุลเงินคริปโต ซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในประเทศได้ การฝากสกุลเงินบาทผ่านการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ค่าธรรมเนียมการถอนจะแตกต่างกันไปตามสินทรัพย์ (เช่น ~0.0008 BTC)
แพลตฟอร์มได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย และใช้ระบบ KYC แบบหลายระดับ โดยการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นจะปลดล็อกขีดจำกัดเงินสกุลทั่วไปที่มากขึ้น Upbit Thailand ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มือถือเป็นหลัก เนื่องด้วยแอปที่ทันสมัย การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และสถานะการเงินที่แข็งแกร่งของ Upbit ซึ่งเป็น Exchange ระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมีบริการสเตคกิ้งสำหรับเหรียญ เช่น ETH, SOL, ADA และ ATOM ด้วยผลตอบแทนสูงถึง 17% ซึ่งทำให้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรายได้แบบพาสซีฟ
อย่างไรก็ตาม Dunamu ซึ่งเป็น Exchange หลักของ Upbit ในเกาหลีใต้ นั้นเคยถูกสั่งพักการดำเนินงานเนื่องจากการละเมิด KYC โดยหน่วยข่าวกรองทางการเงิน (Financial Intelligence Unit) ของรัฐบาลเกาหลีใต้
วอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) ที่ดีที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2025
วอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) ช่วยให้คุณเป็นเจ้าของคริปโตนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากบัญชี Exchange ที่แพลตฟอร์มจะควบคุมคีย์ของคุณ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ใช้คริปโต คือ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต เนื่องจากจะเก็บ Private Key ของคุณไว้แบบออฟไลน์และห่างไกลจากมิจฉาชีพ
Ledger Hardware Wallet ผสานความสะดวกสบายของการใช้งานคริปโตในชีวิตประจำวัน เข้ากับการป้องกันแบบออฟไลน์ในระดับสถาบันการเงิน เมื่อจับคู่กับแอป Ledger Wallet นักลงทุนชาวไทยจะสามารถซื้อ ขาย สวอป สเตค ตั้งค่าการลงทุนแบบต่อเนื่อง (DCA) และแม้แต่จัดการ NFT ทั้งหมดในขณะที่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการส่ง Private Key ออกจากอุปกรณ์
อุปกรณ์ Ledger
อุปกรณ์ Ledger สร้างขึ้นด้วยชิป Secure Element ซึ่งเป็นเทคโนโลยีประเภทเดียวกับที่ใช้ในหนังสือเดินทางและบัตรชำระเงิน จึงทำให้ทนทานต่อมัลแวร์หรือการโจมตีแบบฟิชชิงได้ดี ซึ่งหมายความว่าคุณจะยังเป็นผู้ควบคุมสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ Exchange หรือแอปก็ตาม
แอป Ledger Wallet ทำงานได้อย่างราบรื่นบน Windows, Mac, Linux, iOS และ Android สำหรับผู้ใช้ชาวไทย แอปรองรับวิธีการชำระเงินในประเทศและช่องทางแปลงเงินบาท (THB) เป็นคริปโตผ่านผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ จึงทำให้การเติมเงินเข้าวอลเล็ตเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องพึ่งบัญชีต่างประเทศ
ในประเทศไทย สามารถซื้ออุปกรณ์ Ledger ได้ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทางการของทั้งในร้านค้าจริงและทางออนไลน์
ผู้ซื้อยังสามารถหาสินค้าได้ที่ B2S Mega Bangna รวมถึงสาขาต่าง ๆ ของร้าน .life เช่น Central World, Siam Paragon, Central Festival Phuket และร้าน TECHHOUSE by .life ที่ One Bangkok หรือผ่านทาง Dotlife.store
ช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ Groov.asia JIB และ King Power ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับการชอปปิงออนไลน์ที่สะดวกสบาย Ledger ยังมีจำหน่ายที่ Lazada, Shopee ในขณะที่ SiamBC เป็นอีกหนึ่งตัวแทนจำหน่ายของไทยที่ได้รับความไว้วางใจ
มีการขายออฟไลน์ในร้านค้าปลีกระดับพรีเมียม 4 ร้าน รวม 6 สาขา (5 แห่งในกรุงเทพ และ 1 แห่งในภูเก็ต) โดยมีแผนขยายในระยะที่สอง ตามผลการดำเนินงาน
วอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non-custodial) / แบบมีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) (Exchange) ในประเทศไทย: ตารางเปรียบเทียบประจำปี 2025
| แพลตฟอร์ม | เหรียญที่อยู่ในรายชื่อ | ค่าธรรมเนียมการเทรด | การฝาก/การถอน | ประเด็นสำคัญ/ความเสี่ยง |
| Ledger Live | 15,000+ | ไม่มีค่าธรรมเนียมในการฝาก/ถอน | ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ | ไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Non Custodial) ผ่าน Ledger ซึ่งผสานการสวอปและสเตคกิ้ง |
| Bitkub | 500+ | 0.25 % | ฝากแบบไม่มีค่าธรรมเนียม แต่มีค่าธรรมเนียมการถอนเล็กน้อย | Exchange ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย, ต้องทำ KYC, มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) |
| Bitazza | 200+ | 0.2%–0.3% | ฝากแบบไม่มีค่าธรรมเนียม โดยมีค่าธรรมเนียมการถอนที่ 20–35 บาท | แอปมือถือ; การเทรด OTC, มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) |
| Orbix | 100+ | 0.2%–0.3% | ค่าธรรมเนียมต่ำ | การรีแบรนด์ Satang Pro, เน้นการปฏิบัติตามข้อกำหนด, มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) |
| Upbit Thailand | 200+ | ~0.25% | ฝากแบบไม่มีค่าธรรมเนียม, ค่าธรรมเนียมการถอนแตกต่างกันไป | ได้รับการสนับสนุนจาก Upbit Korea, UI ที่ใช้งานง่าย, มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) |
คริปโตวอลเล็ตที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นในประเทศไทยประจำปี 2025
คริปโตวอลเล็ตที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ชาวไทย คือ วอลเล็ตที่ตรงกับเป้าหมายและนิสัยการเทรดของคุณ ผู้ที่ชื่นชอบ NFT และ DeFi ที่ใช้งาน Solana อาจชอบวอลเล็ต เช่น Phantom หรือ Solflare ในขณะที่ผู้ที่เน้นการถือ Bitcoin มักเลือก Exodus เนื่องจากความเรียบง่ายและรองรับสินทรัพย์หลายประเภท
อุปกรณ์ Ledger ที่จับคู่กับแอป Ledger Wallet ครอบคลุมความต้องการหลักทั้งหมดในที่เดียว ตั้งแต่การสวอปและการสเตคกิ้ง ไปจนถึงการจัดการ NFT ในขณะที่รักษาสินทรัพย์ของคุณให้ปลอดภัยแบบออฟไลน์
สำหรับเทรดเดอร์ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและการเคลื่อนย้ายในระยะสั้นมากกว่า Exchange ที่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) ซึ่งได้รับอนุญาตในประเทศไทย เช่น Bitkub, Bitazza, Orbix หรือ Upbit Thailand ก็อาจคุ้มค่าที่จะพิจารณาเช่นกัน
เพียงจำไว้ว่า: Exchange ที่มีแพลตฟอร์มที่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) จะถือคีย์ของคุณไว้ ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวควรย้ายเงินทุนไปยังวอลเล็ตแบบไม่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (non-Custodial) เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
บทสรุป
ระบบนิเวศคริปโตของไทยกำลังเติบโต ทั้ง Exchange ที่เชื่อมกับธนาคาร การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ที่เข้มงวดขึ้น สภาพคล่องภายในประเทศมากขึ้น และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับคริปโตมากขึ้น ทำให้การเริ่มต้นใช้งาน DeFi และ web3 นั้นง่ายขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่การรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็คือ การเก็บสินทรัพย์ระยะยาวอย่างมั่นคง และความสามารถควบคุมสินทรัพย์การเงินได้เต็มที่ 100%
การเติบโตของคริปโตอย่างรวดเร็วทำให้การดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) อย่างปลอดภัยไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
เมื่อพิจารณาว่าคนไทยต้องเจอกับการโจมตีทางไซเบอร์ประมาณ 3,000 ครั้งต่อสัปดาห์ จึงมีความสำคัญที่จะต้องใช้วอลเล็ตที่ปลอดภัย เช่น อุปกรณ์ Ledger ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Clear Signing บนหน้าจอสัมผัสที่ปลอดภัย ที่ช่วยตรวจสอบทุกธุรกรรมที่คุณจะลงนาม
การกำกับดูแล Exchange และแพลตฟอร์มการดูแลที่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodial) ที่เข้มงวดยิ่งขึ้นของรัฐบาลชี้ให้เห็นความจริงที่ว่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็ยังคงเป็นการดูแลและเก็บรักษา Private Key ด้วยตัวคุณเอง ด้วยอุปกรณ์รุ่นใหม่ของ Ledger อย่าง Ledger Stax และ Ledger Flex คุณจะได้รับการป้องกันออฟไลน์ที่เหนือชั้น พร้อมความสะดวกจากแอป Ledger Wallet ที่ให้คุณซื้อ สวอป สเตค และจัดการสินทรัพย์คริปโตในสกุลเงินบาท (THB) ในขณะที่ยังคงควบคุมสินทรัพย์ได้อย่างสมบูรณ์และให้คุณมั่นใจในการท่อง Web3 ด้วยความอุ่นใจอย่างเต็มที่
หากคุณปฏิบัติตามแนวทางการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) ในการจัดเก็บคริปโต และการลงนามที่ปลอดภัยด้วยฮาร์ดแวร์วอลเล็ตไปพร้อม ๆ กัน คุณจะสามารถสำรวจ DeFi และ NFT ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องทำให้คีย์ (และทรัพย์สิน) ของคุณเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ในชุดคู่มือสำหรับแต่ละประเทศของเรา Ledger Academy ขอแนะนำคุณเกี่ยวกับขั้นตอนการซื้อ ขาย และถือครองสินทรัพย์คริปโตอย่างปลอดภัยและมั่นคงของแต่ละประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
เรายังสรุปด้านอื่น ๆ ของคริปโตมาให้ด้วย เช่น คริปโตวอลเล็ตอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ, สภาพแวดล้อมด้านการกำกับดูแล, สถานะการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) ตลอดจนผลกระทบด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นใด ๆ จากการเป็นเจ้าของคริปโต
สำหรับบทความของประเทศอื่น ๆ สามารถดูบทความคริปโตของเราสำหรับประเทศ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ได้