พบกับ Ledger Nano™ Gen5 อุปกรณ์ลงนามที่ทันสมัยที่สุด

ดูเพิ่มเติม

Crypto Arbitrage: คำแนะนำฉบับสมบูรณ์

อ่าน 6 นาที
ระดับกลาง
ช่องแบบลอยในพื้นที่เปิด
ประเด็นสำคัญ:
— Crypto Arbitrage คือกลยุทธ์การเทรดที่ให้ผู้ใช้งานทำกำไรจากส่วนต่างเพียงเล็กน้อยของราคาสินทรัพย์ระหว่างตลาดแต่ละแห่ง

— Crypto Arbitrage เป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ และสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ

— Crypto Arbitrage แบบกระจายอำนาจมีความปลอดภัยมากกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้กลยุทธ์นี้บนแพลตฟอร์มแบบมีตัวกลาง

แม้ว่า Arbitrage จะไม่ใช่กลยุทธ์การเทรดที่มีอยู่เฉพาะในโลกคริปโต แต่ในระบบนิเวศของบล็อกเชนก็มีโอกาสมากมายให้คุณนำกลยุทธ์นี้มาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะเริ่มใช้กลยุทธ์ Crypto Arbitrage สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องเข้าใจให้ถ่องแท้เสียก่อนว่าเหตุใดโอกาสเหล่านี้จึงเกิดขึ้น ในคำแนะนำนี้ Ledger Academy จะพาคุณมาทำความเข้าใจแนวคิดของ Crypto Arbitrage อย่างละเอียด เพื่อให้คุณเข้าใจกลไกเบื้องหลังของกลยุทธ์นี้อย่างแท้จริงก่อนเริ่มลงมือใช้งาน

มาเริ่มที่เรื่องพื้นฐานกันก่อนเลย

Crypto Arbitrage คืออะไร?

Crypto Arbitrage คือวิธีการเทรดที่มุ่งทำกำไรจากความแตกต่างของราคาคริปโต

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองพิจารณา Arbitrage ในความหมายดั้งเดิมก่อน

Arbitrage คือกลยุทธ์การเทรดที่ผู้เทรดทำการซื้อและขายสินทรัพย์เดียวกันในตลาดที่ต่างกัน โดยจะทำกำไรจากส่วนต่างของราคา

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ Arbitrage ในตลาดรองเท้าอาจซื้อรองเท้า Air Force 1 จากแพลตฟอร์มหนึ่งในราคา $130 แล้วนำไปขายทันทีบนอีกแพลตฟอร์มในราคา $140 ซึ่งจะได้กำไร $10 จากความต่างของราคา

ในทำนองเดียวกัน สินค้าชิ้นหนึ่งที่วางขายในร้านมือสองอาจมีราคาต่ำมาก แต่สินค้าชิ้นเดียวกันนั้นอาจขายได้ในราคาสูงบนตลาดสำหรับของวินเทจโดยเฉพาะ สรุปสาระสำคัญ? สินทรัพย์เดียวกันอาจมีมูลค่าต่างกันในแต่ละตลาด และก็มักจะมีคนคอยฉวยโอกาสจากส่วนต่างนั้นอยู่เสมอ แน่นอนว่า สินทรัพย์คริปโตก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับกลยุทธ์การเทรดนี้

Crypto Arbitrage ทำงานอย่างไร?

เพื่อให้เข้าใจว่า Crypto Arbitrage ทำงานอย่างไร อันดับแรกคุณต้องรู้ว่า Crypto Exchange แต่ละแห่งอาจแสดงราคาของสินทรัพย์เดียวกันแตกต่างกันเล็กน้อย และมีวิธีในการกำหนดราคาที่ต่างกันด้วย เนื่องจากราคาคริปโตมีแนวโน้มที่จะผันผวน ส่วนตลาดยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ Arbitrage จะพยายามคว้าโอกาสจากความต่างเหล่านี้เพื่อทำกำไร
เพื่อทำความเข้าใจความซับซ้อนของ Crypto Arbitrage สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเข้าใจว่า Exchange แต่ละแห่งมีวิธีการกำหนดราคาคริปโตแตกต่างกัน Exchange แต่ละแห่งจะมีวิธีคำนวณราคาคริปโตด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่ก่อให้เกิดโอกาส (หรือความคลาดเคลื่อนของราคา) ระหว่างแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาเจาะลึกเรื่องนี้กันต่อเลย

การกำหนดราคาบน Crypto Exchange แบบมีตัวกลาง (สมุดบันทึกคำสั่งซื้อขาย)

บน Exchange แบบมีตัวกลาง มูลค่าของสินทรัพย์คริปโตจะอ้างอิงจากราคาซื้อหรือขายล่าสุดของสินทรัพย์นั้น

Exchange แบบมีตัวกลางใช้สิ่งที่เรียกว่าระบบสมุดบันทึกคำสั่งซื้อขาย (Order Book) เพื่อกำหนดราคา สมุดบันทึกคำสั่งซื้อขายนี้เป็นรายการคำสั่งซื้อและขายของสินทรัพย์ โดยที่ด้านบนสุดของสมุดบันทึก คุณจะเห็นราคาซื้อสูงสุดและราคาขายต่ำสุดของสินทรัพย์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อกำหนดราคาของสินทรัพย์บน Exchange แบบเรียลไทม์ นั่นเป็นเพราะค่าดังกล่าวแสดงถึงขอบเขตสูงสุดและต่ำสุดที่สามารถดำเนินการซื้อขายได้ทันที จากนั้น ระบบสมุดบันทึกคำสั่งซื้อขายจะมองว่าราคาของสินทรัพย์ถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดอย่างสมบูรณ์ และจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นแบบเรียลไทม์

การกำหนดราคาบน Crypto Exchange แบบกระจายอำนาจ (AAM)

Exchange แบบกระจายอำนาจจะทำงานโดยใช้ Automated Market Maker (หรือ AAM) แทนการใช้สมุดบันทึกคำสั่งซื้อขาย แต่สิ่งนี้หมายถึงอะไร?

อธิบายง่าย ๆ AMM ก็คือ Liquidity Pool ที่ดำเนินการซื้อขายให้กับผู้ใช้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดังนั้น แทนที่การเทรดจะเกิดขึ้นแบบเพียร์ทูเพียร์ ผู้ใช้งานจะเทรดกับ Liquidity Pool ของแพลตฟอร์ม Liquidity Pool เหล่านี้ไม่มีหน่วยงานกลาง แต่จะใช้สัญญาอัจฉริยะในการดำเนินการแทน

สิ่งนี้มีผลกระทบอย่างไรต่อราคาของสินทรัพย์?

ในระบบสมุดบันทึกคำสั่งซื้อขาย ราคาของสินทรัพย์จะถูกกำหนดโดยตลาดเสรี โดยจะให้ความสำคัญกับราคาซื้อสูงสุดและราคาขายต่ำสุดเสมอ ในทางกลับกัน AMM (Automated Market Maker) จะกำหนดราคาสินทรัพย์ภายในแต่ละ Liquidity Pool โดยวิเคราะห์จากอุปทานและความสมดุลกับคู่การซื้อขายในพูลนั้น นั่นหมายความว่าราคาใน AMM (Automated Market Maker) จะเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติตามอุปสงค์ภายในระบบนิเวศแบบปิด แทนที่จะขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดโดยรวม

ตัวอย่างเช่น ลองนึกถึง Liquidity Pool ที่มี Ether (ETH) อยู่ 10 ล้านดอลลาร์ และ USDC 10 ล้านดอลลาร์ หากนักเทรดคนหนึ่งตัดสินใจสวอป USDC มูลค่า $500,000 เป็น ETH ผ่านระบบ AMM (Automated Market Maker) สมดุลภายในพูลก็จะเปลี่ยนไป โดยพูลจะมี USDC เพิ่มขึ้น $500,000 และ ETH ลดลง $500,000 การนำ ETH มูลค่า $500,000 ออกจากระบบนิเวศแบบปิดนี้ ทำให้ ETH กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนน้อยลง ส่งผลให้มูลค่าของ ETH ภายในพูลเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อ USDC มีปริมาณมากขึ้น มูลค่าภายในระบบนิเวศเดียวกันนั้นจึงลดลง

เนื่องจากสินทรัพย์ใน AMM (Automated Market Maker) ถูกกำหนดราคาจากกลไกภายใน ไม่ได้อิงกับราคาจากตลาดโดยรวม จึงมักเกิดความแตกต่างของราคาระหว่าง AMM กับ Exchange แบบมีตัวกลาง

ซึ่งช่องว่างนี้เองคือจุดที่กลยุทธ์ Crypto Arbitrage เข้ามามีบทบาท

ในทางหนึ่ง ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การทำงานของ AMM (Automated Market Maker) ทำงานอย่างราบรื่นอีกด้วย โดยสรุปคือ Liquidity Pool ของ AMM (Automated Market Maker) ต้องพึ่งพานักเทรดเหล่านี้ในการมองเห็นความคลาดเคลื่อนของราคา และปรับให้ถูกต้องผ่านการเทรดแบบ Arbitrage

เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเทรดระหว่างระบบ AMM (Automated Market Maker) กับสมุดบันทึกคำสั่งซื้อขายของ Exchange ไม่ใช่ทางเลือกเดียวของการเทรดแบบ Arbitrage ภายในระบบนิเวศของคริปโต แต่เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคริปโตเท่านั้น ผู้ที่ต้องการเข้าใจ Crypto Arbitrage อย่างถ่องแท้จึงควรทราบถึงข้อมูลสำคัญนี้

ประเภทของ Crypto Arbitrage

กลยุทธ์ Crypto Arbitrage มีหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบจะใช้ประโยชน์จากความต่างของราคาที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของตลาด มาดูตัวอย่างสักสองสามแบบกันก่อน

Triangular Arbitrage

Triangular Arbitrage คือกลยุทธ์การเทรดที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากความต่างของสกุลเงินที่ต่างกันสามสกุล เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกันไม่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งระหว่างแพลตฟอร์มที่ต่างกันหรือภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน

โอกาสในการใช้กลยุทธ์ Triangular Arbitrage อาจสังเกตเห็นได้ยากหากไม่มีเครื่องมือช่วยในการเทรด อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักเทรดคริปโตสาย Arbitrage

ตัวอย่าง สมมติว่านักเทรดรายหนึ่งสังเกตเห็นความต่างของราคาแลกเปลี่ยนระหว่าง Bitcoin (BTC), Ether (ETH) และ Tez (XTZ) การใช้กลยุทธ์ Triangular Arbitrage นักเทรดอาจเริ่มต้นด้วยการแลก BTC จำนวนหนึ่งเป็น ETH ในอัตราหนึ่ง จากนั้นนำ ETH ไปแปลงเป็น XTZ ในอีกอัตราหนึ่ง และแลก XTZ กลับมาเป็น BTC ในขั้นสุดท้าย โดยที่นักเทรดจะสามารถทำกำไรจากส่วนต่างเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนได้

Decentralized Arbitrage

ส่วนต่างราคา นอกจากจะเกิดขึ้นระหว่าง Exchange แบบมีตัวกลาง และ AMM (Automated Market Maker) แล้ว ยังมักเกิดขึ้นระหว่าง Decentralized Exchange (DEX )ด้วยกันด้วย การเทรดที่มุ่งเน้นไปที่ระบบ AMM (Automated Market Maker) จะเรียกว่า Decentralized Arbitrage

โดยนักเทรดที่ใช้กลยุทธ์แบบ Decentralized Arbitrage จะมุ่งความสนใจไปที่ความต่างของราคาในแต่ละ DEX ข้อดีของการเทรดลักษณะนี้คือมีค่าธรรมเนียมน้อยกว่าการใช้ Exchange แบบมีตัวกลาง รวมถึงนักเทรดยังได้เป็นผู้ควบคุม Private Key ของตัวเองตลอดทั้งกระบวนการ นั่นเป็นเพราะว่า Decentralized Exchange นั้นไม่รองรับวอลเล็ตที่มีผู้รับฝากทรัพย์สิน

Flash Loan สำหรับ Crypto Arbitrage

เมื่อพูดถึงการเทรดแบบ Crypto Arbitrage แล้ว จะไม่พูดถึง Flash Loan ก็คงเป็นไปไม่ได้

Flash Loan เป็นวิธีที่น่าสนใจ (และค่อนข้างไฮเทค) ในการเทรดแบบ Crypto Arbitrage โดยอาศัยพลังของสัญญาอัจฉริยะ Flash Loan เป็นแนวคิดที่น่าสนใจด้วยเหตุผลหลายประการ

โดยอย่างแรกคือ วิธีนี้ไม่ต้องใช้หลักประกันเลยแม้แต่น้อย โดยปกติแล้ว หลักประกันเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ให้กู้มั่นใจได้ว่าคุณจะคืนเงินกู้ตามจำนวน อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Flash Loan จะไม่เริ่มดำเนินการใด ๆ เลย หากไม่ได้รับการการันตีว่าจะสามารถคืนเงินได้ (ต้องขอบคุณสัญญาอัจฉริยะ) นักเทรดจึงไม่ต้องใช้หลักประกันเลย

คุณจึงไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติที่ยืดเยื้อ และไม่จำเป็นต้องนำสินทรัพย์อื่นมาเป็นหลักประกัน หากเงินกู้ไม่สามารถชำระคืนได้ทันทีและภายในธุรกรรมเดียวกัน การกู้จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ Arbitrage ของเราอย่างไร?

Crypto Arbitrage: Flash Loan กับการใช้จริง

ลองจินตนาการว่า มี Exchange แห่งหนึ่งขายโทเคนในราคา 100 ดอลลาร์ ขณะที่อีกแห่งขายโทเคนเดียวกันในราคา 101 ดอลลาร์ ด้วยกลยุทธ์ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ คุณสามารถซื้อโทเคนจาก Exchange X และขายต่อใน Exchange Y ได้ทันที ซึ่งจะทำให้คุณได้กำไร 1 ดอลลาร์ต่อหนึ่งโทเคน

แม้จะดูเหมือนไม่มากนัก แต่ถ้าคุณลงทุนไป 100,000 ดอลลาร์ล่ะ? แบบนั้นคุณอาจทำกำไรได้ถึง 10,000 ดอลลาร์จากการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียวเลยทีเดียว แต่ติดปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงิน 100,000 ดอลลาร์พร้อมใช้แบบนั้นน่ะสิ และนี้คือตอนที่ Flash Loan เข้ามามีบทบาท

ตราบใดที่คุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าการเทรดของคุณจะสร้างผลตอบแทนได้ทันที คุณก็สามารถใช้ Flash Loan และทำกำไรจากการเทรดแบบ Arbitrage ได้ ไม่ว่าคุณจะมีประวัติเป็นอย่างไร มาจากพื้นฐานแบบไหน หรือไม่มีหลักประกันก็ตาม นอกจากนี้ กลยุทธ์นี้ยังมีความเสี่ยงต่ำโดยธรรมชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ง่ายที่สุดที่จะใช้ เนื่องจาก Flash Loan เป็นแนวคิดที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค ดังนั้น การใช้งานจึงยังจำกัดอยู่ในหมู่นักเทรดระดับสูง มากกว่ากลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป (ในตอนนี้) Flash Loan ยังเป็นสนามเล่นของบรรดาบอทด้วย เนื่องจากเปิดให้มีการเทรดแบบ Arbitrage ได้แบบอัตโนมัติ อธิบายง่าย ๆ ก็คือ บอทอัตโนมัติเหล่านี้สามารถตรวจพบโอกาสและดำเนินการเทรดได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งนั่นทำให้โอกาสในการใช้กลยุทธ์ Crypto Arbitrage ของนักเทรดรายอื่น ๆ ลดลงไปด้วย

สุดท้าย Flash Loan ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแฮ็กครั้งใหญ่ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มคริปโตขนาดใหญ่ บรรดาแฮกเกอร์ที่มีเจตนาร้ายจะคอยจับตาดูและหาประโยชน์จากช่องโหว่ในโค้ดของโพรโทคอลการเทรด ซึ่งเป็นรูปแบบการแฮ็กที่พบได้บ่อยในช่วงปี 2021 ถึง 2022

Crypto Arbitrage: ความเสี่ยงและข้อพิจารณา

เช่นเดียวกับกลยุทธ์การเทรดแบบอื่น ๆ Arbitrage เองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน การพิจารณาข้อเสียของการใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ

ความเคลื่อนไหวของตลาดแบบฉับพลันหรือในทิศทางที่ไม่เอื้ออำนวย

ประการแรก การเทรดแบบ Arbitrage ไม่สามารถปกป้องคุณจากความเสี่ยงที่เกิดจากสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้ หากคุณซื้อโทเคนในราคา $100 โดยตั้งใจจะขายต่อในอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่ราคา $101 แต่ในเสี้ยววินาที ราคาของโทเคนกลับร่วงลงอย่างมากและรวดเร็ว คุณก็จะไม่สามารถขายเพื่อทำกำไรได้อีก หรือในอีกทางหนึ่ง Exchange ที่คุณหวังจะนำไปขายต่ออาจมีการเปลี่ยนแปลงราคา จนทำให้คุณหมดข้อได้เปรียบทันที

นอกจากนี้ ความล่าช้าในการประมวลผลของบล็อกเชนเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ของคุณ ตัวอย่างเช่น ความเร็วในการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนในบางครั้งอาจช้าจนทำให้ราคามีการเปลี่ยนแปลงก่อนที่ธุรกรรมจะได้รับการยืนยัน

หรือคุณอาจประสบกับข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การตรวจสอบการฟอกเงินหรือการไม่ให้บริการแก่บางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น Exchange อาจระงับการทำธุรกรรมเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อดำเนินการตรวจสอบ หรือ แพลตฟอร์มอาจตัดสินใจไม่ให้บริการในบางพื้นที่ เนื่องจากมีมาตรการคว่ำบาตรทางกฎหมายกับบางประเทศ หรือภายในบางประเทศนั้น

สุดท้าย เนื่องจาก Exchange ต้องเชื่อมต่อกับบล็อกเชนและอินเทอร์เน็ต จึงอาจประสบปัญหาขัดข้องของเครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ได้เช่นกัน เช่น เหตุการณ์เครือข่าย Solana ล่ม ซึ่งเกิดขึ้นถึง 10 ครั้งในปี 2022 ทำให้ไม่สามารถเทรด SOL ได้

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (โดยเฉพาะ Exchange แบบมีตัวกลาง)

แม้ว่าการเทรดแบบ Arbitrage อาจดูเหมือนทำกำไรได้ง่าย แต่ควรไม่ลืมว่าการถอน ฝาก และเทรดสินทรัพย์คริปโตบน Exchange นั้นมักมีค่าธรรมเนียม เนื่องจาก Crypto Arbitrage มักอาศัยส่วนต่างของราคาที่น้อยมาก คุณจึงควรพิจารณาว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะส่งผลกระทบมากแค่ไหน สำหรับบาง Exchange เพียงแค่ถอนเงินทุนออกมา คุณอาจถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงถึง 1 – 4% หากคุณต้องการทำกำไรให้ได้มากที่สุด คุณควรพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมบน Exchange มากเกินไป

ดูแลคริปโตด้วยตัวเองขณะที่เทรด

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้กลยุทธ์การเทรดคริปโตแบบใด หรือใช้แพลตฟอร์มใดในการดำเนินกลยุทธ์เหล่านั้น สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอคือ ความปลอดภัยของคริปโตของคุณ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการเก็บรักษา Private Key ของคุณไว้แบบออฟไลน์ และอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ

Not Your Keys, Not Your Crypto

การใช้ Exchange แบบมีตัวกลางเองก็มีความเสี่ยงและข้อจำกัดเช่นกัน Exchange แบบมีตัวกลางจะควบคุม Private Key สำหรับเหรียญของคุณ ทำให้คุณต้องอาศัยแพลตฟอร์มในการเข้าถึงคริปโตของคุณ โดยพื้นฐานแล้ว หาก Exchange ล้ม คริปโตของคุณก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน การดูแล Private Key ด้วยตัวเองเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองได้ แม้ในยามที่คุณต้องใช้ Exchange เพื่อทำธุรกรรมบางอย่าง ก็ห้ามเก็บพอร์ตโฟลิโอทั้งพอร์ตของคุณไว้กับแพลตฟอร์มเหล่านั้น พูดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์ที่เก็บไว้บน Exchange แบบมีตัวกลาง ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ

คีย์ดิจิทัล ภัยดิจิทัล

เมื่อคุณใช้แพลตฟอร์มแบบกระจายอำนาจอย่าง AMM คุณจะสามารถ ดูแลสินทรัยพ์ด้วยตัวเอง (self-custody) ซึ่งรวมถึง Private Key ของคุณด้วย อย่างไรก็ตาม การปกป้องคริปโตวอลเล็ตของคุณไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการแฮ็กทางดิจิทัล ยังคงเป็นสิ่งสำคัญด้านความปลอดภัยที่ต้องคำนึงถึงเสมอ วิธีเดียวที่จะมั่นใจได้คือ การปกป้องคีย์ รวมถึงคริปโตของคุณจากอินเทอร์เน็ต

อุปกรณ์ Ledger เป็นอุปกรณ์ที่ให้คุณสามารถดูแลสสินทรัพย์ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ให้คุณสามารถจัดการ Private Key ด้วยตัวเอง พร้อมเก็บคีย์ไว้ในสภาพแวดล้อมแบบออฟไลน์ ซึ่งช่วยให้คุณป้องกันตัวเองจากการแฮ็กหรือการโจมตีแบบฟิชชิงได้ ไม่ว่าคุณจะเทรดจากที่ไหน หรือใช้งานคริปโตในรูปแบบใด การใช้อุปกรณ์ Ledger คือการเริ่มต้นด้วยรากฐานความปลอดภัยที่ดีที่สุด ที่ให้คุณสำรวจโลกของคริปโตได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล

Knowledge is Power


แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสาร

สามารถติดตามประกาศได้ทางบล็อกของเรา ติดต่อฝ่าย PR:
[email protected]

สมัครรับจดหมายข่าวของเรา

เหรียญใหม่ที่รองรับ อัปเดตบล็อก และข้อเสนอสุดพิเศษส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณ


ระบบจะใช้ที่อยู่อีเมลของคุณเพื่อส่งจดหมายข่าว ข้อมูลอัปเดต และข้อเสนอต่าง ๆ เท่านั้น คุณสามารถยกเลิกการสมัครรับข่าวสารได้ทุกเมื่อโดยใช้ลิงก์ที่อยู่ในจดหมายข่าว เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เราจัดการข้อมูลและสิทธิของคุณ